อียูไม่มีแผนระงับสิทธิพิเศษทางการค้าของเมียนมา

0 Comments

สหภาพยุโรปเตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตร “อย่างจำเพาะเจาะจง” ต่อกองทัพเมียนมา แต่ยืนยันไม่ใช้มาตรการกดดันทางการค้า ที่อาจมีผลต่อ “สิทธิพิเศษ” ของเมียนมา เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งยังคงยากจน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ว่านายโจเซป บอร์เรลล์ รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ( อียู ) แถลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับวิกฤติการเมืองในเมียนมา ที่เป็นผลจากการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่าเป็นสถานการณ์ซึ่งอียู “ไม่สามารถเพิกเฉยได้”
 
ทั้งนี้ สมาชิกทั้ง 27 ประเทศกำลังพิจารณามาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ “แบบจำเพาะเจาะจง” ที่อาจมีผลต่อหน่วยงานและธุรกิจซึ่งเกี่ยวโยงกับกองทัพเมียนมา ตลอดจนทหารระดับสูงหลายนาย อย่างไรก็ตาม บอร์เรลล์ยืนยันว่า สหภาพไม่มีแผนใช้มาตรการซึ่งอาจมีผลต่อ “สิทธิพิเศษ” ของเมียนมา ในการเข้าถึงระบบตลาดเดียวของสหภาพ ผ่านโครงการยกเว้นสินค้าจำพวกอาวุธยุทโธปกรณ์ ( Everything but Arms : EBA ) หรือ “ขายได้ทุกอย่างที่ไม่ใช่อาวุธ” ซึ่งอียูเสนอให้กับอย่างน้อย 48 ประเทศที่มีรายได้น้อย เพื่อไม่ให้ประชาชนซึ่งส่วนใหญ่ยังคงยากจน ได้รับผลกระทบมากไปกว่านี้

ในวันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรเชิญนายจอ ซวา มินน์ เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำกรุงลอนดอน เข้าพบ  “เพื่อแสดงความวิตกกังวล” ต่อสถานการณ์ในเมียนมาอีกครั้ง ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 แล้วในเดือนนี้ อนึ่ง รัฐบาลสหราชอาณาจักรขึ้นบัญชีดำทหารระดับสูงของกองทัพเมียนมา 3 นาย ได้แก่ พล.อ.มยา ตุน โอ รมว.กลาโหม พล.ท.โซ ทุต รมว.มหาดไทย และพล.ท.ถั่น หล่าย รมช.มหาดไทย ฐานละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อชาวเมียนมา จากการรัฐประหารครั้งนี้
 
ส่วน พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา และประธานคณะมนตรีการปกครองแห่งรัฐ อยู่ในบัญชีการคว่ำบาตรของรัฐบาลสหราชอาณาจักรมานานหลายปีแล้ว จากกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวโรฮีนจา และกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา